โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพแบบไม่พลิกกลับกอง

คำนำ

ในการผลิตพืชผักหรือข้าวอินทรีย์ที่เป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกร ที่ประสงค์จะมีความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูก ทุกขั้นตอน เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่มีความห่วงใยในสุขภาพของตนนั้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการผลิตพืชผักหรือข้าวอินทรีย์คือการผลิตและใช้ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์แต่เนื่องจากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีปกติที่ปฏิบัติกันมา ต้องมีการพลิกกลับกองเพื่อนำออกซิเจนให้กับจุลินทรีย์ไปใช้ในกิจกรรมการ ย่อยสลายทางชีวภาพ ซึ่งการพลิกกลับกองต้องใช้แรงงานและสิ้นเปลืองเวลา เป็นปัญหาสำหรับเกษตรกร เกษตรกรจึงไม่สนใจที่จะผลิตพืชผักและ ข้าวอินทรีย์มากเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่พืชผักและข้าวอินทรีย์เป็นที่ต้องการ เป็นอย่างมากของผู้บริโภคทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้มี นวัตกรรมใหม่ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบที่ไม่ต้องพลิกกลับกอง เรียกว่า วิธีวิศวกรรมแม่โจ้1 ซึ่งเกษตรกรจะสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงได้ ในปริมาณครั้งละมากๆ โดยไม่ต้องพลิกกลับ ใช้เวลาเพียง 60 วัน มีเพียง มูลสัตว์และเศษพืชเท่านั้นโดยไม่ต้องเติมสารพิเศษอื่นใด มหาวิทยาลัย แม่โจ้ได้ทำการเผยแพร่นวัตกรรมใหม่นี้ตั้งแต่ปี2552 และพบว่าเกษตรกร ที่นำนวัตกรรมนี้ไปใช้สามารถผลิตพืชผักและข้าวอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีปลอดภัยจากสารเคมีและปุ๋ยเคมีลดหนี้ เพิ่มกำไร เพิ่มผลผลิต ดินเพาะปลูกดีขึ้น ลดการเผาและยังสามารถสร้างรายได้จากการ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายในชุมชนได้อีกด้วย

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปริมาณมากแบบไม่พลิกกลับกอง วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร
ผู้อำนวยการสถานบริการวิชาการ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
อีเมล : teerapongs@mju.ac.th

ความจำเป็นของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 
ในการเพาะปลูกของเกษตรกรสิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญที่สุด คือความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดินจะได้มาจากการ ที่มีอินทรีย์วัตถุสะสมอยู ่ในดินอยู่มาก จุลินทรีย์ดินจะใช้อินทรีย์วัตถุเป็น สารอาหารแล้วปลดปล่อยแร่ธาตุที่จำเป็นให้แก่พืชในปริมาณที่พืชต้องการ อย่างเพียงพอ ซึ่งได้แก่ ธาตุอาหารหลัก (ไนโตรเจน-N ฟอสฟอรัส-P2O5 และ โพแทสเซียม-K2O) ธาตุอาหารรอง (ซัลเฟอร์ แคลเซียม และแมกนีเซียม) และจุลธาตุ (แมงกานีส ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม เหล็ก คลอรีน และสังกะสี) ดังนั้น การเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินวิธีหนึ่งคือการใช้ปุ๋ยหมักหรือ ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มแร่ธาตุให้กับพืชแล้ว ปุ๋ยอินทรีย์ยังช่วย ลดความเป็นกรดของดินที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าหญ้าอย่างยาวนาน ได้อีกด้วย นอกจากนี้ ในอดีตก่อนที่จะมีการผลิตปุ๋ยเคมีขึ้นในโลก เกษตรกร ในประเทศไทยก็ได้มีการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินในการเพาะปลูก โดยการใช้มูลสัตว์ต่าง ๆ เช่น มูลโค มูลกระบือ และมูลไก่ เป็นต้น ประเทศไทย ในขณะนั้นสามารถส่งออกข้าวเป็นที่ ๑ ของโลกมาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่ไม่มีปุ๋ย เคมีใช้ แต่ปัจจุบัน ภายหลังจากการ “ปฏิวัติเขียว” หรือการนำปุ๋ยเคมีเข้ามา จำหน่ายในประเทศไทยประมาณปี  พ.ศ.๒๕๐๓ การเกษตรกรรมของไทยก็ได้ใช้ ปุ๋ยเคมีสารเคมีและยาฆ่าหญ้าอย่างหนัก โดยลืมที่จะเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินอย่างแต่ก่อน การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอย่างยาวนาน 40-50 ปี ได้ทำให้ดินเพาะปลูกเสื่อมสภาพลงอย่างมาก กลายเป็นดินที่แน่น แข็ง และ เป็นกรด รากพืชไม่สามารถชอนไชหาอาหารได้ดีความเป็นกรดของดินทำให้ เกิดการละลายของธาตุอะลูมิเนียมออกมาแล้วดูดซึมเข้าทางรากพืช ทำให้พืช ไม่แข็งแรงกลายเป็นโรคง่าย และเชื้อราที่เป็นโรคพืชบางชนิดยังทำงานได้ดี ในดินที่เป็นกรดอีกด้วย ทำให้เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเพิ่มมากขึ้น ทุกปีทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และในขณะเดียวกัน การเผาทำลายเศษพืชในแต่ละครั้ง ก็ส่งผลให้อินทรีย์วัตถุและจุลินทรีย์ดินที่มีอยู่น้อยพลอยสลายตัวหายไปอีก เพื่อให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินกลับคืนมาเกษตรกรจึงควรงดการ เผาเศษพืช และนำเศษพืชมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีแล้วนำไปปรับปรุง บำรุงดินเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ที่จะส่งผลให้การ ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีลดลง ซึ่งหมายถึงต้นทุนการผลิตก็จะลดลง ผลผลิต เพิ่มมากขึ้น มีผลกำไรมากขึ้น ดินเพาะปลูกจะกลับมาเป็นดินดำที่ฟู นุ่ม โครงสร้างเม็ดดินจะร่วนซุยขึ้น มีไส้เดือนกลับคืนมาที่ช่วยการชอนไช ของรากพืช พืชก็จะกลับมาแข็งแรง เกษตรกรและประชาชนจะมีสุขภาวะที่ดี จากการลดควันพิษจากการ      เผาและลดการใช้สารเคมี

 

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี 
“วิศวกรรมแม่โจ้ 1” ของพุทธมณฑล

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี“วิศวกรรมแม่โจ้ 1” มีดังนี้ 
1. นำฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบาง ๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร   ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องเหยียบ โปรยทับด้วย มูลสัตว์1 ส่วน แล้วรดน้ำ (ตัวอย่างเช่น วางฟาง 16 เข่ง   หนา 10 ซม.โรยทับ ด้วยมูลสัตว์ 4 เข่ง เป็นต้น) ทำเช่นนี้ 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร กองปุ๋ยจะมีความยาวเท่าไร ก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืช         และมูลสัตว์ ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็น ชั้นบาง ๆ 15-17 ชั้นก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์  ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอน ที่มีอยู่ในเศษพืชและธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ในการเจริญเติบโตและ สร้างเซลล์   ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

   หญ้า หรือฟางข้าว ๔ ส่วน มูลโค ๑ ส่วน วางเป็นชั้นบาง ๆ หนา ๑๐ ซม. ฐานกว้าง ๒.๕ เมตร รดน้ำแต่ละชั้นให้ชุ่ม

 วางหญ้าหรือฟางข้าวสลับกับมูลสัตว์ ๑๕-๑๗ ชั้น กองเป็นรูปสามเหลี่ยม สูง ๑.๕ เมตร มีความยาวของกองไม่จำกัด

 

2. รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอ ตลอดเวลา (มีค่าประมาณ ร้อยละ 60–70) โดยมี 2 ขั้นตอนดังนี้ 
                 ขั้นตอนที่  1 รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยวันละครั้ง โดยไม่ให้มีน้ำ ไหลนองออกมาจากกองปุ๋ยมากเกินไป 
                 ขั้นตอนที่ 2 เมื่อครบวันที่10 ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึง ข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทำขั้นตอน ที่สองนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 10วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรูเพื่อไม่ให้                                     สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย ขั้นตอนนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทำ เพราะน้ำฝนไม่สามารถไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้จากข้อดีที่น้ำฝนไม่สามารถ ชะล้างเข้าไปในกองปุ๋ยได้เกษตรกรจึงสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ใน ฤดูฝนได้ด้วย 
ภายในเวลา5วันแรก กองปุ๋ยจะมีค่าอุณหภูมิสูงขึ้นมาก บางครั้งสูงถึง 70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับกองปุ๋ยที่ทำได้ถูกวิธีความร้อนสูงนี้ เกิดจากกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ (จุลินทรีย์มีมากมายและ หลากหลายในมูลสัตว์อยู่แล้ว)                  และความร้อนสูงนี้ยังเป็นสภาวะแวดล้อม ที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยอีกด้วย (จุลินทรีย์ กลุ่ม Thermophiles และ Mesophiles) หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลง จนมีค่าอุณหภูมิปกติที่อายุ60 วัน

  รักษาความชื้นภายนอกกองโดยรดน้ำวันละครั้ง

  เอาไม้แทงกองปุ๋ยทุก ๑๐ วัน เพื่อเติมน้ำภายในกอง

3. เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมี ความสูงเหลือเพียง 1 เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัว (Stabilization Period) และไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ ให้แห้งอาจทำโดยทิ้งไว้ในกองเฉยๆ ประมาณ 1 เดือน หรืออาจแผ่กระจาย ให้มีความหนาประมาณ 20–30 ซม. ซึ่งจะแห้งภายในเวลา 3–4 วัน สำหรับ ผู้ที่ต้องการจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ก็อาจนำปุ๋ยอินทรีย์ที่แห้งแล้วไปตีป่นให้มีขนาด เล็กสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 5-7 บาท              สามารถเก็บ ได้นาน หลายปี 

หัวใจสำคัญ
  ของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”

หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ คือ ต้องรักษาความชื้น ภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลาทั้งภายในและภายนอก กองปุ๋ยด้วยวิธีการ 2 ขั้นตอนข้างต้น บริเวณใดที่แห้งเกินไปหรือแฉะเกินไป จุลินทรีย์จะไม่สามารถย่อยสลายได้ทำให้วัสดุไม่ย่อยสลาย กระบวนการ อาจใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึง 1 ปีก็ได้
 


image วิดีโอ


คะแนนโหวต :
image
image
image
image
 
 
 
 

Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+

จำนวนการเข้าชม : 22,915