Get Adobe Flash player

เว็บสำนักพุทธจังหวัด

Untitled Document

เว็บไซต์ธรรมะดอทคอม

Calendar Clock

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

Home นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บทความทางศาสนา

บทความ

พุทธมณฑลศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก

 
การประชุมมอบนโยบาย   “พุทธมณฑลเป็นศูนย์พระพุทธศาสนาโลกโดย   พระธรรมโกศาจารย์เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส  และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ   วัดประยุรวงศาวาส    กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่  21  กันยายน  2550    เวลา 13.00 น.   
หลังจากมีมติโดยชาวพุทธทั่วโลกได้มาลงนามในการประชุมชาวพุทธนานาชาติ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2548   เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ประจำปี  2548         ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก    กรุงเทพมหานคร   ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 22 พฤษภาคม    2550   ในการประกอบพิธีวิสาขบูชานานาชาติ  ที่ได้มีการลงนามให้พุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก   และให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็น                     ผู้ประสานงานให้เป็นไปตามมติ นั้น  จากวันนั้นได้เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในโลกพระพุทธศาสนา  ค่อนข้างเร็วทำให้สิ่งที่ได้มีมติร่วมกันในวันนั้น    ประเทศไทยต้องกลับมาพิจารณาและวางแผนหรือปรับแผนกันใหม่   เพราะประเทศอื่น ๆ  นั้น    เขาได้นำมตินี้ไปดำเนินงานและปฏิบัติการ  สร้างพุทธมณฑลของเขาเอง     ซึ่งเขามีศักยภาพที่จะทำได้    เช่น  ประเทศจีน  และศรีลังกา   ซึ่งอาตมาเพิ่งกลับมาจากศรีลังกาเมื่อเดือนที่แล้ว     จะเห็นได้ว่าที่ประเทศศรีลังกาแต่เดิมเขาไม่มีความคิดว่าจะมีพุทธมณฑลของเขาเอง   แต่เมื่อรับมติในการประชุมที่ผ่านมา   ในตอนนี้คณะรัฐมนตรีของประเทศศรีลังกาเขาได้บริจาคที่ดินให้คณะสงฆ์   เพื่อให้เป็นพุทธมณฑลของประเทศศรีลังกา  และเขาได้มาขอดูแบบการทำงานจากประเทศไทย    และจะประกาศตัว    อย่างเป็นทางการ    เพื่อให้ต่างประเทศไปช่วยกันพัฒนาพุทธมณฑลของเขา   และสำหรับประเทศไทยได้ไปสร้างศาสนสถานแบบไทยในพุทธมณฑลของศรีลังกาด้วย    อาตมาขอยกตัวอย่างที่ลุมพีนีนั้น    ไม่สามารถที่จะเป็นพุทธมณฑลศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก  เพราะมีแต่วัตถุไม่มีศาสนบุคคล  และไม่มีวิถีชีวิตที่เป็นต้นแบบของชาวพุทธทั่วโลก ดังนั้น  สิ่งที่เป็นศูนย์กลางต้องมีศาสนบุคคล  เพราะสิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นศูนย์กลางไม่ได้  เราไปสร้างแต่ไม่มีคนบริหาร และเป็นศูนย์ข้อมูล  เลยกลายเป็นที่ตั้งของวัดต่าง ๆ  แล้วต่างคนต่างอยู่ไม่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน   ดังนั้น จึงเป็นการเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่ชาวพุทธจะมาให้ความสนใจในพุทธมณฑลที่ประเทศไทย    โดยไม่ได้เป็นของวัดใดวัดหนึ่ง  ที่เข้ามามีส่วน ร่วมและสามารถเข้ามาใช้งานได้    และเป็นของรัฐบาลไทยเป็นกรรมการกลาง  ซึ่งรัฐบาลไทยนั้นถือเป็นศูนย์รวมของประเทศต่าง ๆ  ที่มีความประสงค์จะนำศิลปะมาร่วมแสดง   เพื่อทำให้เกิดความเชื่อถือก็สามารถนำมาแสดงได้     จะเห็นได้ว่าในโลกนี้เห็นจะมีแต่รัฐบาลของประเทศไทยเท่านั้นที่มีความใจกว้าง  และแนวคิดนี้ไม่มีในประเทศอื่นในโลกที่ยกที่ดินให้เป็นสมบัติกลาง      แต่ในประเทศจีนนั้น  ก็มีการยกที่ดินให้เป็นสมบัติกลางเหมือนกัน    เช่นที่    ถัวคงซาน   ได้สร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้วัดไปพัฒนา  แต่เป็นที่ดินของรัฐบาล   สร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์และพุทธมณฑล  1,000  ไร่    แต่เงินพัฒนาได้จากวัดที่มีเจ้าแม่กวนอิม  อยู่บนเกาะ 15,000,000,000  เป็นเงินหนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาท  และสร้างหลังจากประเทศไทยประกาศไปแล้ว   ส่วนศรีลังกาเพิ่งมาทำปีนี้เอง  ดังนั้น พุทธมณฑลที่จะประกาศให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ควรจะมีแนวทาง   ดังนี้    1.  เป็นสถานที่เป็นกลาง  ไม่ได้เป็นของวัดใดวัดหนึ่ง โดย  “รัฐบาล”  และคณะสงฆ์2.  พร้อมที่จะเชิญหรือมีศักยภาพที่จะเชิญให้คณะสงฆ์หรือชาวพุทธในประเทศอื่น ๆ  แม้กระทั่งต่างนิกายเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา  เช่น  มีพิพิธภัณฑ์  พระพุทธศาสนาที่คณะสงฆ์หรือชาวพุทธแต่ละประเทศ    สามารถมาจัดแสดงได้ชาวพุทธทั่วโลกแทนที่จะบินไปแต่ละประเทศเพื่อไปดูของดี ๆ   หรือแม้แต่หนังสือก็สามารถที่จะเป็นแหล่งข้อมูล  ข่าวสาร  ระบบคอมพิวเตอร์  โดยเข้ามาศึกษาจากเวปไซต์ของพุทธมณฑลเป็นข้อมูลหลัก   เช่น  ชาวพุทธในประเทศญี่ปุ่น  อยากจะไปที่ไหน  หรือแม้แต่จะไปปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในโลก  ก็สามารถเข้ามาศึกษาข้อมูลได้ข้อมูลเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย  และข้อมูลจะขึ้นในเวป Buddha.net  ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษให้ทั้งหมด    และแปลจากไทยเป็นอังกฤษด้วย  เช่น  อาตมาเขียนเป็นภาษาอังกฤษไปไว้ในเวป   ก็จะได้เรียนรู้    โดยเราจะได้ทำสัญญาร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับ Buddha.net  ส่วนในแง่ของข้อมูลเผยแพร่ไปทั่วโลก  ก็ต้องเป็น  e-library   เครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุด   
 เพื่อการเรียนรู้   เป็นห้องสมุดอิเลคทรอนิคส์ที่มี   มี  2  ระบบ  คือ  1.  แบบการค้นหาธรรมดาทั่วไป     2.  แบบ  e-library  เป็นการแปลภาษาต่าง ๆ   เป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน  ซึ่งจะอยู่ในข้อตกลงของพระพุทธศาสนาโลก   แต่ต้องให้ประเทศไทยเป็นศูนย์นำทางด้านนี้     จะเห็นได้ว่า  ความเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาของโลก  หากเราเสนอ  ค.ร.ม.   เราเสนอเป็นนโยบาย  โดยเสนอเนื้องานของคณะสงฆ์เป็นตัวตั้ง  ส่วนเรื่องการบริหารและปกครองไม่มีลักษณะเป็นศูนย์กลางอำนาจ แต่เป็นการติดต่อประสานงานเชื่อมโยง       ช่วย ให้รู้จักกันประสานงาน   การบริหาร   มุ่งถึงเรื่องการเรียนรู้ เครือข่ายเชื่อมโยงถึงกัน        การเผยแผ่มุ่งให้พุทธมณฑลเป็นศูนย์ฝึกอบรมของนักเผยแผ่  เป็นศูนย์ประชุมสัมมนาพุทธมณฑลนานาชาติ   และประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีความได้เปรียบ   ซึ่งอาตมาเคยคิดว่าอยากจะให้ดอนเมืองเป็นศูนย์กลาง  ในแง่ของการบิน  เวลาประชุมนานาชาติ   เมื่อเรามองที่ประเทศไทยและประชาสงฆ์ประเทศอื่น     แทนที่จะจัดงานที่สิงค์โปร์ก็มาจัดที่ประเทศไทย  โดยใช้พุทธมณฑล   ในฝ่ายฆราวาสที่ไปจัดงานที่ประเทศศรีลังกา และมีถึง 10 ประเทศ  ก็จะมาจัดงานที่ประเทศไทย         เป็นศูนย์การประชุมนานาชาติ   เมื่อมาแล้ว  เขาอยากเห็นห้องประชุมใหญ่ที่สามารถจุคนได้ถึง 3000 – 5000 คน   ตอนนี้ห้องประชุมของพุทธมณฑลสามารถจุได้เพียง  1,200  คน  แต่เราสามารถที่จะทำได้  โดยให้ทั่วประเทศช่วยกันลงขัน     ซึ่งเขาพร้อมจะช่วย     แต่เราต้องมาวางแผนก่อนที่ประเทศอื่นจะทำขึ้น    ต้องวางระบบการออกแบบ ให้ดี   เหมือนที่อารีน่า  เมืองทองธานี    เราช่วยกันระดมทุนแต่ไม่ได้ผูกขาด และเป็นให้ของกลาง  จะได้เกิดความหลากหลาย  โดยเราต้องวางแผนให้มีสิ่งต่าง ๆ    ดังนี้1 1.      มีห้องการประชุม 2 .    มีที่พัก  และเป็นการบริหารแบบเอกเทศ  คิดค่าดูแล  และค่าบริการ   ห้องประชุมใหญ่จะเปิดบริการเมื่อมีการประชุมใหญ่  ส่วนห้องประชุมเล็กก็จะเปิดบริการห้องประชุมเล็ก  ใครมาเที่ยวก็มีรถรับไปเที่ยวได้ทุกที่   และราคาถูก เช่นที่ถัวคงซานของประเทศจีนเขาทำแบบนั้น     ปัญหาและอุปสรรค   ขึ้นอยู่กับการจัดการ โดยมีคำถามว่า  1.      คณะสงฆ์จะยอมหรือไม่   ที่จะให้ที่มหายานจะเข้ามามีส่วนร่วม  2.     รัฐบาลจะมีนโยบายขยายไหม  ถ้าเป็นในฝ่ายคณะสงฆ์   อาตมาจะเป็นผู้นำเสนอคณะสงฆ์ให้   ด่านสุดท้ายคือ  ฝ่ายรัฐบาลและกรรมการพัฒนาพุทธมณฑล   ต้องมีแผนแม่แบบมาประชุมร่วมกัน   หากรัฐบาลให้เงิน  60 – 70  %  จะมีส่วนช่วยกัน  ก็จะเหลือแค่การออกแบบ   ก็จะเห็นได้ว่า  การจัดประชุมจะไม่แพงอย่างทุกวันนี้   อีกทั้งเรายังเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติธรรม  โดยจะมีห้องกรรมฐาน  และห้องแสดงผลงาน  ใครอยากเรียนรู้ ก็มาที่พุทธมณฑลในประเทศไทยแห่งนี้     โดยควรทำข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฎราชวิทยาลัย   ในเรื่องการเป็นศูนย์กลางเรียนรู้   และศึกษาพระพุทธศาสนา   มีห้องสมุดให้ค้นคว้า   มีห้องเรียนให้ฟังบรรยาย   และมีพิพิธภัณฑ์    ซึ่งในกฎบัตรของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลก  หากมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาโลกทำตามนั้น  เราก็อาศัยกันในด้านการศึกษา    มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาโลกรับไปดำเนินการ  และสำนักงานพระพุทธศาสนาเป็นผู้กำกับดูแล  เป็นการรวมลงทุน   หรือ   consortium  การร่วมมือระหว่างกัน  เป็นรูปธรรมได้    1.                  การบริหารปกครอง การบริหารข้อมูลทั่วโลก และต่อเชื่อมประสานให้ และผู้ที่นำศาสนาอื่นทั่วโลก แบบอินเตอร์เฟส   2.                ด้านการศึกษา   มหาวิทยาลัยพุทธโลกเป็นผู้ดูแล เผยแผ่  conference  center   3.             ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ศูนย์รวมข้อมูลทั้งหมด  สาธารณูปการ             ขาด  Internal   Buddhist  Center  conference ที่ผ่านมาอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ  ชินวัตรได้ไปวางศิลาฤกษ์ ที่เมืองแคนดี้    ประเทศศรีลังกา  ซึ่งสร้างแล้ว  ในวัดพระเขี้ยวแก้ว  เขาสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์  และรัฐบาลไปสร้างพุทธมณฑลที่นั้น    4.     สาธารณะสงเคราะห์  การส่งเงินมาช่วยประเทศไทย  ต้องมี  Center  ระดมทุนช่วยกันเอง  ยกตัวอย่าง  ผู้นับถือพระพุทธศาสนา มหายานมีเงินมากแต่ไม่รู้จะนำเงินไปที่ไหน  นั้นคือ   เป็นระยะต้น  phase  1  ที่เราได้คิดวางแผนไว้ ส่วนในระยะไกล  ศูนย์กลางศาสนาโลก ต้องทำอะไร  บทบาทเชิงรุก  1.  ต้องเป็นต้นแบบ  ยกตัวอย่างงานพระธรรมทูต  ที่ในประเทศอินเดีย  ที่เราได้ไปฟื้นฟู  บางหมู่บ้านไม่มีพระพุทธรูป  ต้องอาศัยวัด  ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่า  ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์   ต้องไปศึกษาดูงานที่วาติกัน    ดังนั้น ในการพัฒนาพุทธมณฑล   หากให้ทางพระพุทธศาสนามหายานและเถรวาทช่วยกันส่งเสริม  ชื่อว่า  อนุรักษ์วัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา  มีศูนย์วิจัย  และลงไปทำวิจัย  เช่น     วิถีชาวพุทธในศรีลังกา   มีศาสนาสถาน   ฉลองวิสาขบูชาศรีลังกาเขาทำกันอย่างไร   และเขาอยากเรียนรู้วิธีการเวียนเทียนอย่างประเทศไทยทำอย่างไร   นี้เป็นเรื่องที่ศูนย์วิจัยเป็นพี่เลี้ยงในเชิงวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา  อาจจะต้องเป็นระยะกลาง เช่น เราคนไทยหรือชาวพุทธไป  ที่ประเทศอินเดีย   ส่วนผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามก็ไปที่ เมกกะ  ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ไปวาติกัน  ซึ่งไม่ต่างกัน   ได้แรงบัลดาลใจ   แต่ชาวพุทธไม่ได้ความรู้   นั่นคือจุดที่ชาวพุทธขาด  คือเรื่องของปัญญาที่จะนำมาพัฒนาตนเองนั้นไม่มี   อยากให้พุทธมณฑลทำตรงจุดนี้    อย่างเช่นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์   เมื่อไปที่วาติกัน เหมือนถูกล้างสมอง   แต่ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธจะเห็นได้ว่ามีแต่ศรัทธา  แต่ขาดปัญญา   เช่น  เมื่อชาวพุทธไปที่พุทธคยา  ก็ไม่ได้ไปพัฒนาปัญญา    ดังนั้น จึงอยากให้พุทธมณฑล  ได้เป็นสถานที่สร้างทั้งศรัทธาและปัญญา  ศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน    จะได้นำไปพูดกับรัฐบาลอื่นได้    ซึ่งในการศึกษาเรียนรู้แบบนี้สามารถได้จัดเข้าในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา   คือ  พละ 5    (ธรรมอันเป็นกำลัง — power)         มีหัวข้อ   ดังนี้         1.  สัทธา (ความเชื่อ — confidence)
                                                2. วิริยะ (ความเพียร — energy; effort)
                                                 3. สติ (ความระลึกได้ — mindfulness)
                                                 4. สมาธิ (ความตั้งจิตมั่น — concentration)
                                                 5. ปัญญา (ความรู้ทั่วชัด — wisdom; understanding) ในเรื่องการจัดหากรรมการร่วม  เพื่อลงนามความร่วมมือ  แบ่งเป็น 1.      ผู้ลงนาม  ฝ่ายไทย  -   มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย    มหามกุฎราชวิทยาลัย   มหาวิทยาลัยพุทธโลก   ยุวพุทธสมาคม  เป็นต้น  2.    ข้าราชการกรม / กอง 3.     มหาเถรสมาคม   4.     เจ้าคณะใหญ่  จีนนิกาย / อนัมนิ
.   5. ผู้แทนต่างประเทศ   ในฝ่ายมหายาน  ดังนี้  ประเทศจีน  คือท่าน ชิเมงยี่,   ประเทศไต้หวัน  / ภิกษุณีอัมพิกา ( เมี่ยวเสิ้น) เจ้าอาวาสวัดโฝวกวงซัน สาขากรุงเทพ ฯ  ,  รวมถึงประเทศญี่ปุ่น  /   ฮ่องกง, ส่วนประเทศศรีลังกา คือ   ท่านนันทะประเทศพม่า         ท่านญาณนิสระ,   ประเทศทางแถบยุโรป  ธรรมรัตนะ  ซึ่งท่านเป็นพระลังกาไปทำงานในประเทศทางแถบยุโรป  เป็นต้น                                     (จ.ส.อ.หญิง สุภลักษณ์    วิรักษา)

                          คณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการกองงานโฆษก ฯ                   

รายงานการประชุมมอบนโยบาย   

http://www.phrathai.net/node/1388

http://www.gmcities.com/board/index.php?topic=1192.0

 

 

 

พระพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์

 

หากมีการตั้งคำถามว่า ศึกษาพระพุทธศาสนาแล้วได้อะไร  ซึ่งจะให้อธิบายแล้วคงต้องใช้เวลานานเพราะสิ่งที่ได้นั้นมีมากมายหากจะเทียบกับสิ่งของอันมีค่าแล้วคงเปรียบเสมือนภาพวาดของ ปีกัสโซ่ ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและผู้ที่ต้องการครอบครอง แต่จะไม่มีค่าเลยสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการหรือผู้ที่มองไม่เห็นคุณค่า(หรือเห็นแต่ทำเป็นมองไม่เห็น)  ถ้าจะอธิบายหลายคนไม่เข้าใจเพราะเขาไม่มีพื้นฐานในเรื่องคำสอนหรือไม่เคยได้ลิ้มรสของธรรม   หลวงพ่อชาเคยกล่าวว่า ปลาไฉนเลยจะรู้ถึงความสุขจากการอยู่ในอากาศของนก หรือนกย่อมไม่รู้ถึงความสุขของปลาที่ได้อยู่ในน้ำ หากต้องการรู้ต้องเข้ามาสัมผัสเอง  เวลาผ่านมาถึง  2,500 กว่าปีผ่านรุ่นแล้วรุ่นเล่าแต่พระพุทธศาสนาก็ยังคงอยู่พร้อมกับหลักคำสอนเพื่อให้คนพ้นจากความทุกข์ยังมิได้หายไปไหนรอเวลาผู้มีบารมีมาศึกษาแล้วท่านเป็นผู้ที่มีบารมีหรือเปล่าลองเข้ามาศึกษาและปฏิบัติดู  อย่าใกล้เกลือกินด่าง  เลยหากไม่หันมามองสิ่งที่มีคุณค่าอาจจะนึกเสียใจเพราะเราไม่สามารถนำวันเวลากลับคืนมาได้อีก ในสภาพการณ์ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งในด้านวัตถุและจิตใจซึ่งมีผู้บัญญัติศัพย์มาใช้ใหม่ว่า ยุกต์โลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ หรือ โลกานุวัตร (globalization)  คือ ผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลกโลกาภิวัตน์ จากคำบาลี โลก + อภิวตฺตน  ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง "การแพร่กระจายไปทั่วโลก; การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น"โลกาภิวัตน์ เป็นคำศัพท์เฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อตอบสนองปรากฏการณ์ของสังคมโลกที่เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของโลก ส่งผลกระทบอันรวดเร็วและสำคัญต่อส่วนอื่นๆของโลกโลกาภิวัตน์เกิดจากสี่รูปแบบพื้นฐานของการเคลื่อนย้ายทุนในเศรษฐกิจโลก โดยสี่การเคลื่อนย้ายของทุนที่สำคัญคือ: ทุนมนุษย์ (เช่น การอพยพเข้าเมือง การย้ายถิ่น การอพยพจากถิ่นฐาน การเนรเทศ ฯลฯ) ทุนการเงิน (เช่น เงินช่วยเหลือ หุ้น หนี้ สินเชื่อและการกู้ยืม ฯลฯ) ทุนทรัพยากร (เช่น พลังงาน โลหะ สินแร่ ไม้ ฯลฯ) ทุนอำนาจ (เช่น กองกำลังความมั่นคง พันธมิตร กองกำลังติดอาวุธ ฯลฯ) ซึ่งระบบทุนนิยมกับระบบธรรมนิยมในแตกต่างกันแม้ทุนนิยมจะมาจากจริยธรรมโปรเตสแตนต์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคำสอนในพระพุทธศาสนาซึ่งสอนเรื่อง ทุกข์อันเกิดจากความโลภไม่มีที่สิ้นสุด  และการดับทุกคือการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8   อันเป็นหนทางที่จะขจัดความโลภแล้วเดินกันคนละทาง  เมื่อเห็นความสะดวกสบายอันเกิดจากวัตถุ อาจไม่มีวัตถุก็แสวงหาหนทางที่จะได้วัตถุนั้นมาโดยการกู่ยืมอันเป็นการเพิ่มความทุกข์เรียกได้ว่าได้ความสุขเพียงเล็กน้อยแต่พบกับความทุกที่ใหญ่หลวง  ความเจริญในด้านวิทยาศาสตร์ก็เช่นกันเกิดวิทยาการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุด  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธ์อันยิ่งใหญ่ หลังจากที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้วก็ออกมายอมรับว่าการสัมผัสรับรู้ความจริงแท้ของจักรวาลทางศาสนา เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์    มีบางคนตั้งข้อสังเกตุว่า พระพุทธศาสนา มีลักษณะคล้ายกับวิทยาศาสตร์ เช่น สนใจศึกษาธรรมชาติยึดหลักของเหตุผล และท้าทายต่อการพิสูจน์ แต่หากจะพิจารณาให้รอบคอบ ก็น่าจะกล่าวในเชิงกลับกันมากกว่า วิทยาศาสตร์มีลักษณะคล้ายกับพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เพิ่งอุบัติขึ้นมาในโลกเพียงไม่กี่ร้อยปี ในขณะที่พระพุทธศาสนานั้นเกิดมาเกือบ 2600 ปีแล้ว หลักการของพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์เหมือนกัน คล้ายคลึงกัน หรือแตกต่างกันอย่างไร จะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป โดยจะเริ่มต้นที่หลักการของวิทยาศาสตร์ก่อน หลักการของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาคือ คำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ ซึ่งมีหลักการสำคัญ  3 ประการคือ  1. ให้ละเว้นการกระทำความชั่ว 2.ให้ตั้งมั่นอยู่ในการกระทำแต่ความดี 3.ให้ชำระจิตของตนเองให้ผ่องใสอยู่เสมอ  พระพุทธศาสนาเน้นที่จิตใจ  ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดทุกข์  และการแก้ทุกข์  ให้คนพ้นทุกข์  เจตนาจึงต่างกับวิทยาศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับความรู้ต่าง   และการนำความรู้มาใช้แก้ปัญหาของมนุษย์  แต่ไม่อาจทำให้คนพ้นทุกข์ได้  เพราะไม่มีแนวทางขจัดสาเหตุที่แท้จริงแห่งทุกข์  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่สนองความต้องการ  ความโลภ  และตัณหา  อันไม่มีขอบเขตของมนุษย์จึงต้องสนองกันเรื่อยไป  ส่วนพระพุทธศาสนามุ่งลดที่เหตุแห่งทุกข์  คือ  ตัณหา  และกิเลส  เมื่อลดความต้องการลงได้ก็ไม่จำเป็นจะต้องดิ้นรนหาอะไรมาสนองความต้องการนั้นอีกจึงเป็นวิธีดับทุกข์ที่ตรงเป้าหมาย  แนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของสรรพสิ่ง  ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต  หากนำมาเปรียบเทียบกันระหว่างวิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา  จะเห็นว่ามีความสอดคล้องกันอย่างดี  ดังเปรียบเทียบต่อไปนี้     (วิทยาศาสตร์)สรรพสิ่งในจักรวาลอาจแบ่งออกได้เป็น  2  องค์ประกอบ  คือ 1.  สสาร      2.  พลังงาน (พระพุทธศาสนา)สรรพสิ่งในจักรวาลอาจแบ่งออกได้เป็น  2  องค์ประกอบ  คือ รูป นาม (วิทยาศาสตร์   1.  สสาร  แบ่งเป็น  3  สถานะ    ของแข็ง   ของเหลว   ก๊าช (พระพุทธศาสนา)1.  รูปต่าง   แบ่งออกได้เป็น “ธาตุ” หรือ “ธรรมชาติ” 4  ประเภท   ดิน   น้ำ ลม ไฟ(วิทยาศาสตร์)2.  พลังงาน  เช่น  ความร้อน…  แสง  เสียง ฯลฯ ในด้านความแตกต่างพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์มีแนวคิดไม่ตรงกัน  คือ  1.  พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์เข้าใจธรรมชาติโดยเน้นเรื่องจิตใจ  และให้ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์  ส่วนวิทยาศาสตร์ศึกษาธรรมชาติหนักไปในทางวัตถุ  เพื่อมาประยุกต์ความรู้  ใช้ประโยชน์ในทางโลกมิได้มีความคิดลึกซึ้งจะหนีทุกข์แต่ประการใด  2.  คำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นสัจธรรม  ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา  ส่วนความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์อาจแปรเปลี่ยนไปได้  หากมีเหตุผลหรือหลักฐานอื่นน่าเชื่อถือกว่า  3.  พระพุทธองค์ทรงบรรลุปัญญาขั้นที่  3  และปราศจากกิเลสตัณหาต่าง   เพราะยังมิได้ชำระจิตให้สะอาด  4.  แนวคิดในเรื่องจิตยังไม่มีในวิทยาศาสตร์  เหมือนพระพุทธศาสนาจึงไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์อีกหลายอย่างได้เหมือนพระพุทธศาสนา โลกาภิวัตน์ เป็นการดำรงชีวิตไปทางวัตถุนิยมแบบสุดโต่ง โดยทิ้งความเจริญทางด้านจิตใจ ศรัทธา ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เดินสวนกระแสในแบบที่เรียกว่าเดินคนละทาง จะขอกล่าวถึงเหตุการณ์ปัจจุบันแต่ในกรอบของความเป็นเมืองไทย สังคมและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยที่ใกล้ตัว โลกาภิวัตน์โลกแห่งความเจริญทางวัตถุ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คนจะพูดถึงคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่เพิ่งมาจากต่างประเทศ โทรศัพท์มือถือยี่ห้อดัง รถยนต์รุ่นใหม่ราคาแพง ๆ อุปกรณ์เครื่องใช้ในสนามกอล์ฟยี่ห้อดัง ๆ อาหารต่างชาติชื่อแปลก ๆ ค่านิยมที่เปลี่ยนไป ของกินของใช้ราคาแพงจากต่างประเทศ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไอที อินเทอร์เน็ต เป็นโลกของการสื่อสารไร้พรหมแดน ไม่ว่าจะอยู่ที่ภูมิภาคไหนของโลกก็มีการติดต่อสัมพันธ์กัน เกิดกระแสการพัฒนา ความเป็นอยู่และแนวคิดตามกระแสโลก นาทีนี้คนมีอินเทอร์เน็ตก็เปรียบเหมือนมีแก้วสารพัดนึกอยู่ในมือไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเป็นได้เรื่องไปทุกอย่าง จะซื้อของ ขายของ หาความรู้ดูข่าวสาร แม้แต่การบริการบางอย่างยังมีกันโจ่งครึ้ม จะหาคู่ดูโชคชะตา แสวงหาข่าวสารโลกแบบเจาะลึก ต้องการติดต่อใครญาติหายประชาสัมพันธ์ ข่าวสารรับสมัครงานมีข้อมูลอัพเดททุกวันแบบครบวงจร ทั้งที่มีประโยชน์มาก และแม้แต่พวกฉวยโอกาสหลอกขายสินค้าหรือหลอกไปทำเสื่อมเสียก็มากไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายก็ล้วนแต่เป็นไปได้บนอินเทอร์เน็ตมีคนเข้าไปดูเว็บไซต์ต่าง ๆ ทุกวัน แต่เว็บไซต์การสอนธรรมศึกษาเห็นจะยังไม่ปรากฏเป็นเรื่องเป็นราวเสียที สัญลักษณ์ของระบบทุนนิยมสมัยใหม่ คือค่านิยมใหม่ ๆ และสงครามการก่อการร้ายการขัดแย้งรุนแรงระหว่างประเทศเชื้อชาติศาสนา ปัญหาเศรษฐกิจโลกเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถูกถล่มที่สหรัฐอเมริกาจากการพุ่งชนของเครื่องบินที่ผู้ก่อการร้ายจี้มา ทำให้สหรัฐต้องเข้าไปมีส่วนปฏิบัติการในอัฟกานิสถานและทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลก ทั้งอัลเคดา และบินลาเดน การขัดแย้งของปาเลสไตน์กับอิสราเอล สงครามแบ่งแยกดินแดนอื่น ๆ สถานการณ์โลกปัจจุบันแม้แต่ประเทศมหาอำนาจยังต้องเจ็บปวดสูญเสียกับความเลวร้ายของการก่อการร้ายข้ามชาติและการชดเชย โดยการตอบโต้ทางทหารและอาวุธสงครามกระทบกับวิถีชีวิตของคนทั้งโลกที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เศรษฐกิจทั่วโลกน่าเป็นห่วงอัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูงภาวะการเงินฝืดเคือง เศรษฐกิจถดถอยผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรมย่ำแย่ มีปัญหาด้านเศรษฐกิจไปพร้อมกันทั่วโลก อีกทั้งแอบแฝงไปด้วยแง่มุมที่ซ่อนเร้นและเป็นอัตราต่อมวลมนุษยชาติ เกิดมาพร้อมกันอย่างเงียบ ๆ เช่นเดียวกัน คนโบราณกล่าวไว้ว่า พระพุทธศาสนาจะเสื่อมและรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งในกึ่งพุทธกาล ปัจจุบันดูเหมือนพระพุทธศาสนาจะเสื่อมเพราะว่าคนบางกลุ่มทำให้พระพุทธศาสนาปั่นป่วนกันไปทั้งเมืองไทยมีการเจรจา โต้แย้งกันหาข้อยุติไม่ได้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ฉบับใหม่ก็มองกันไปต่างมุม คนในวงการพระพุทธศาสนา ทั้งในและนอกประเทศแตกเป็นนิกายต่าง ๆ ทั้งในทางปฏิบัติและความคิดเห็น เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาเป็นแผลเรื้อรังและเป็นจุดอ่อนของพระสงฆ์ไทยทุกยุคทุกสมัย พุทธศาสนิกชนอย่างเราจะตั้งมั่นมีศรัทธาอย่างไรก็ทำใจลำบากถ้า ไม่มีมาตรการที่มากำจัดจุดอ่อนในส่วนนี้ พระสงฆ์สามแสนกว่าองค์ทั่วประเทศจะพลอยมัวหมองไปด้วย ในอดีตสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชก็เคยมี เดียรถีย์ปลอมเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อลาภสักการะ จนต้องมีการสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ ๓ คนไทยต้องช่วยกันสอดส่องทางวัดเองก็อยากให้เข็มงวด เกี่ยวกับวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ภายในวัดผู้เกี่ยวข้องกับวัด บางวัดจะทำอะไรแปลก ๆ เพื่อหาเงินบำรุงวัตถุจนเกินความจำเป็น สร้างโบสถ์ วิหาร เจดีย์สูง ๆ ใหญ่ ๆ สวย ๆ ไว้อวดชาวต่างชาติ สร้างศาสนวัตถุโดยลืมศาสนธรรมไป เพื่อธำรงพระพุทธศาสนา ควรมีทุกอย่างพร้อมกัน พุทธศาสนิกชน ภิกษุ ศาสนธรรม ศาสนพิธี ศาสนวัตถุ อย่างเหมาะสมและพอควร โอวาทปาติโมกข์ ธรรมอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เมื่อสมัยพุทธกาลอันได้แก่ การละเว้นจากความชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ถ้าหากมีอยู่ในตัวผู้ใด สังคมใดเหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนาของสังคมเช่น ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด การพนัน การฆ่าผู้อื่น การฆ่าตัวตาย การขัดแย้งทางสังคมน่าจะลดน้อยกว่าปัจจุบัน การที่จะให้ถึงคุณธรรมความเพียรทางที่ชอบในทางพระพุทธศาสนา สัมมัปปธาน ๔ ประการ คือ 1. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นไปสันดาน 2. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว 3. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน ๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม ศรัทธา (ความเชื่อ) มี 4 ประการ คือ 1. เชื่อกรรม 2. เชื่อผลของกรรม 3. เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนเอง คือ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว 4. เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า บุคคลผู้มีศรัทธาก็จะเป็นผู้มีศีลรักษากายวาจา ให้เรียบร้อยไม่กล้าทำชั่วกายวาจา มีเมตตาต่อคนและสัตว์ทั่วไปตั้งอยู่ในคุณธรรมอันประเสริฐ ปราศจากทิฐิมานะ มีจิตใจโอบอ้อมอารีความเชื่อต่อความเป็นไปของโลกคือโลกนิยม เมื่อมีศรัทธาตั้งมั่นก็จะประกอบด้วยโภคทรัพย์และบริวารเพราะสิ่งที่มนุษย์ทำด้วย กาย วาจา พร้อมด้วยเจตนาคือความตั้งใจ ชื่อว่ากรรมส่วนดีมีมูลมาแต่กุศล เรียกว่า กุศลกรรมส่วนชั่วมีมูลมาแต่อกุศล เรียกว่า อกุศลกรรม กุศลกรรมเป็นมาตรฐานตัดสินความดีความชั่วของสังคมในยุคสมัยตลอดไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานชีวิตในอดีต หรือ ภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ ๆ อันเกิดจากการพัฒนาในด้านทุนและเทคโนโลยี มนุษย์จะต้องยอมรับว่าเราไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดมาแล้วต้องตายจากไป ความต้องการของคนทั้งโลกคือ ความสุข ความสบาย ในชีวิตขณะที่เกิดมาสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เกิดความสุข เป็นจุดอ่อนที่จะต้องถูกกำจัดออกไปเหมือนที่รัฐบาลกำลังมีนโยบาย จัดระเบียบสังคม เพื่อกำจัดสิ่งอันไม่พึงปรารถนาออกไปจากสังคมหากคนเรามีคุณธรรมประจำใจ จะสามารถช่วยให้เราเผชิญหน้ากับความจริงกำจัดจุดอ่อนของตัวเอง แล้วนำไปปรับให้ฉลาดและดีขึ้น เมื่อประสบเหตุอันไม่คาดฝันในอนาคตก็จะใช้สติปัญญาเอาตัวรอดได้ แทนที่จะวิ่งหนีโลกด้วยความอ่อนแอและอับอายปัญหาการเครียดจนต้องฆ่าตัวตายจะไม่เกิดขึ้น จะเห็นว่าผู้ใดประพฤติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ก็มีความสุข ความสงบ บรรเทาความเร่าร้อนเท่ากับขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นเพราะการรู้จักสร้างสวรรค์ให้เกิดในอกรู้จักหลีกเลี่ยงป้องกันนรกไม่ให้เกิดในใจด้วยอำนาจการสั่งสมบ่อย ๆ ถ้ามีปัญญาทางธรรมก็จะพ้นจากแรงดึงดูดของสังสารวัฏของชีวิต แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหากยังมีหลักธรรมเป็นภูมิคุ้มกันสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้ามาสู่ตังเองแล้วท่านจะพบความสุขในท่ามกลางความวุ่นวายได้