Home
พระพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์


พระพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์

 

หากมีการตั้งคำถามว่า ศึกษาพระพุทธศาสนาแล้วได้อะไร  ซึ่งจะให้อธิบายแล้วคงต้องใช้เวลานานเพราะสิ่งที่ได้นั้นมีมากมายหากจะเทียบกับสิ่งของอันมีค่าแล้วคงเปรียบเสมือนภาพวาดของ ปีกัสโซ่ ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและผู้ที่ต้องการครอบครอง แต่จะไม่มีค่าเลยสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการหรือผู้ที่มองไม่เห็นคุณค่า(หรือเห็นแต่ทำเป็นมองไม่เห็น)  ถ้าจะอธิบายหลายคนไม่เข้าใจเพราะเขาไม่มีพื้นฐานในเรื่องคำสอนหรือไม่เคยได้ลิ้มรสของธรรม   หลวงพ่อชาเคยกล่าวว่า ปลาไฉนเลยจะรู้ถึงความสุขจากการอยู่ในอากาศของนก หรือนกย่อมไม่รู้ถึงความสุขของปลาที่ได้อยู่ในน้ำ หากต้องการรู้ต้องเข้ามาสัมผัสเอง  เวลาผ่านมาถึง  2,500 กว่าปีผ่านรุ่นแล้วรุ่นเล่าแต่พระพุทธศาสนาก็ยังคงอยู่พร้อมกับหลักคำสอนเพื่อให้คนพ้นจากความทุกข์ยังมิได้หายไปไหนรอเวลาผู้มีบารมีมาศึกษาแล้วท่านเป็นผู้ที่มีบารมีหรือเปล่าลองเข้ามาศึกษาและปฏิบัติดู  อย่าใกล้เกลือกินด่าง  เลยหากไม่หันมามองสิ่งที่มีคุณค่าอาจจะนึกเสียใจเพราะเราไม่สามารถนำวันเวลากลับคืนมาได้อีก ในสภาพการณ์ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งในด้านวัตถุและจิตใจซึ่งมีผู้บัญญัติศัพย์มาใช้ใหม่ว่า ยุกต์โลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ หรือ โลกานุวัตร (globalization)  คือ ผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลกโลกาภิวัตน์ จากคำบาลี โลก + อภิวตฺตน  ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง "การแพร่กระจายไปทั่วโลก; การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น"โลกาภิวัตน์ เป็นคำศัพท์เฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อตอบสนองปรากฏการณ์ของสังคมโลกที่เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของโลก ส่งผลกระทบอันรวดเร็วและสำคัญต่อส่วนอื่นๆของโลกโลกาภิวัตน์เกิดจากสี่รูปแบบพื้นฐานของการเคลื่อนย้ายทุนในเศรษฐกิจโลก โดยสี่การเคลื่อนย้ายของทุนที่สำคัญคือ: ทุนมนุษย์ (เช่น การอพยพเข้าเมือง การย้ายถิ่น การอพยพจากถิ่นฐาน การเนรเทศ ฯลฯ) ทุนการเงิน (เช่น เงินช่วยเหลือ หุ้น หนี้ สินเชื่อและการกู้ยืม ฯลฯ) ทุนทรัพยากร (เช่น พลังงาน โลหะ สินแร่ ไม้ ฯลฯ) ทุนอำนาจ (เช่น กองกำลังความมั่นคง พันธมิตร กองกำลังติดอาวุธ ฯลฯ) ซึ่งระบบทุนนิยมกับระบบธรรมนิยมในแตกต่างกันแม้ทุนนิยมจะมาจากจริยธรรมโปรเตสแตนต์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคำสอนในพระพุทธศาสนาซึ่งสอนเรื่อง ทุกข์อันเกิดจากความโลภไม่มีที่สิ้นสุด  และการดับทุกคือการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8   อันเป็นหนทางที่จะขจัดความโลภแล้วเดินกันคนละทาง  เมื่อเห็นความสะดวกสบายอันเกิดจากวัตถุ อาจไม่มีวัตถุก็แสวงหาหนทางที่จะได้วัตถุนั้นมาโดยการกู่ยืมอันเป็นการเพิ่มความทุกข์เรียกได้ว่าได้ความสุขเพียงเล็กน้อยแต่พบกับความทุกที่ใหญ่หลวง  ความเจริญในด้านวิทยาศาสตร์ก็เช่นกันเกิดวิทยาการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุด  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธ์อันยิ่งใหญ่ หลังจากที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้วก็ออกมายอมรับว่าการสัมผัสรับรู้ความจริงแท้ของจักรวาลทางศาสนา เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์    มีบางคนตั้งข้อสังเกตุว่า พระพุทธศาสนา มีลักษณะคล้ายกับวิทยาศาสตร์ เช่น สนใจศึกษาธรรมชาติยึดหลักของเหตุผล และท้าทายต่อการพิสูจน์ แต่หากจะพิจารณาให้รอบคอบ ก็น่าจะกล่าวในเชิงกลับกันมากกว่า วิทยาศาสตร์มีลักษณะคล้ายกับพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เพิ่งอุบัติขึ้นมาในโลกเพียงไม่กี่ร้อยปี ในขณะที่พระพุทธศาสนานั้นเกิดมาเกือบ 2600 ปีแล้ว หลักการของพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์เหมือนกัน คล้ายคลึงกัน หรือแตกต่างกันอย่างไร จะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป โดยจะเริ่มต้นที่หลักการของวิทยาศาสตร์ก่อน หลักการของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาคือ คำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ ซึ่งมีหลักการสำคัญ  3 ประการคือ  1. ให้ละเว้นการกระทำความชั่ว 2.ให้ตั้งมั่นอยู่ในการกระทำแต่ความดี 3.ให้ชำระจิตของตนเองให้ผ่องใสอยู่เสมอ  พระพุทธศาสนาเน้นที่จิตใจ  ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดทุกข์  และการแก้ทุกข์  ให้คนพ้นทุกข์  เจตนาจึงต่างกับวิทยาศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับความรู้ต่าง   และการนำความรู้มาใช้แก้ปัญหาของมนุษย์  แต่ไม่อาจทำให้คนพ้นทุกข์ได้  เพราะไม่มีแนวทางขจัดสาเหตุที่แท้จริงแห่งทุกข์  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่สนองความต้องการ  ความโลภ  และตัณหา  อันไม่มีขอบเขตของมนุษย์จึงต้องสนองกันเรื่อยไป  ส่วนพระพุทธศาสนามุ่งลดที่เหตุแห่งทุกข์  คือ  ตัณหา  และกิเลส  เมื่อลดความต้องการลงได้ก็ไม่จำเป็นจะต้องดิ้นรนหาอะไรมาสนองความต้องการนั้นอีกจึงเป็นวิธีดับทุกข์ที่ตรงเป้าหมาย  แนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของสรรพสิ่ง  ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต  หากนำมาเปรียบเทียบกันระหว่างวิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา  จะเห็นว่ามีความสอดคล้องกันอย่างดี  ดังเปรียบเทียบต่อไปนี้     (วิทยาศาสตร์)สรรพสิ่งในจักรวาลอาจแบ่งออกได้เป็น  2  องค์ประกอบ  คือ 1.  สสาร      2.  พลังงาน (พระพุทธศาสนา)สรรพสิ่งในจักรวาลอาจแบ่งออกได้เป็น  2  องค์ประกอบ  คือ รูป นาม (วิทยาศาสตร์   1.  สสาร  แบ่งเป็น  3  สถานะ    ของแข็ง   ของเหลว   ก๊าช (พระพุทธศาสนา)1.  รูปต่าง   แบ่งออกได้เป็น “ธาตุ” หรือ “ธรรมชาติ” 4  ประเภท   ดิน   น้ำ ลม ไฟ(วิทยาศาสตร์)2.  พลังงาน  เช่น  ความร้อน…  แสง  เสียง ฯลฯ ในด้านความแตกต่างพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์มีแนวคิดไม่ตรงกัน  คือ  1.  พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์เข้าใจธรรมชาติโดยเน้นเรื่องจิตใจ  และให้ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์  ส่วนวิทยาศาสตร์ศึกษาธรรมชาติหนักไปในทางวัตถุ  เพื่อมาประยุกต์ความรู้  ใช้ประโยชน์ในทางโลกมิได้มีความคิดลึกซึ้งจะหนีทุกข์แต่ประการใด  2.  คำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นสัจธรรม  ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา  ส่วนความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์อาจแปรเปลี่ยนไปได้  หากมีเหตุผลหรือหลักฐานอื่นน่าเชื่อถือกว่า  3.  พระพุทธองค์ทรงบรรลุปัญญาขั้นที่  3  และปราศจากกิเลสตัณหาต่าง   เพราะยังมิได้ชำระจิตให้สะอาด  4.  แนวคิดในเรื่องจิตยังไม่มีในวิทยาศาสตร์  เหมือนพระพุทธศาสนาจึงไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์อีกหลายอย่างได้เหมือนพระพุทธศาสนา โลกาภิวัตน์ เป็นการดำรงชีวิตไปทางวัตถุนิยมแบบสุดโต่ง โดยทิ้งความเจริญทางด้านจิตใจ ศรัทธา ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เดินสวนกระแสในแบบที่เรียกว่าเดินคนละทาง จะขอกล่าวถึงเหตุการณ์ปัจจุบันแต่ในกรอบของความเป็นเมืองไทย สังคมและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยที่ใกล้ตัว โลกาภิวัตน์โลกแห่งความเจริญทางวัตถุ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คนจะพูดถึงคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่เพิ่งมาจากต่างประเทศ โทรศัพท์มือถือยี่ห้อดัง รถยนต์รุ่นใหม่ราคาแพง ๆ อุปกรณ์เครื่องใช้ในสนามกอล์ฟยี่ห้อดัง ๆ อาหารต่างชาติชื่อแปลก ๆ ค่านิยมที่เปลี่ยนไป ของกินของใช้ราคาแพงจากต่างประเทศ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไอที อินเทอร์เน็ต เป็นโลกของการสื่อสารไร้พรหมแดน ไม่ว่าจะอยู่ที่ภูมิภาคไหนของโลกก็มีการติดต่อสัมพันธ์กัน เกิดกระแสการพัฒนา ความเป็นอยู่และแนวคิดตามกระแสโลก นาทีนี้คนมีอินเทอร์เน็ตก็เปรียบเหมือนมีแก้วสารพัดนึกอยู่ในมือไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเป็นได้เรื่องไปทุกอย่าง จะซื้อของ ขายของ หาความรู้ดูข่าวสาร แม้แต่การบริการบางอย่างยังมีกันโจ่งครึ้ม จะหาคู่ดูโชคชะตา แสวงหาข่าวสารโลกแบบเจาะลึก ต้องการติดต่อใครญาติหายประชาสัมพันธ์ ข่าวสารรับสมัครงานมีข้อมูลอัพเดททุกวันแบบครบวงจร ทั้งที่มีประโยชน์มาก และแม้แต่พวกฉวยโอกาสหลอกขายสินค้าหรือหลอกไปทำเสื่อมเสียก็มากไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายก็ล้วนแต่เป็นไปได้บนอินเทอร์เน็ตมีคนเข้าไปดูเว็บไซต์ต่าง ๆ ทุกวัน แต่เว็บไซต์การสอนธรรมศึกษาเห็นจะยังไม่ปรากฏเป็นเรื่องเป็นราวเสียที สัญลักษณ์ของระบบทุนนิยมสมัยใหม่ คือค่านิยมใหม่ ๆ และสงครามการก่อการร้ายการขัดแย้งรุนแรงระหว่างประเทศเชื้อชาติศาสนา ปัญหาเศรษฐกิจโลกเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถูกถล่มที่สหรัฐอเมริกาจากการพุ่งชนของเครื่องบินที่ผู้ก่อการร้ายจี้มา ทำให้สหรัฐต้องเข้าไปมีส่วนปฏิบัติการในอัฟกานิสถานและทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลก ทั้งอัลเคดา และบินลาเดน การขัดแย้งของปาเลสไตน์กับอิสราเอล สงครามแบ่งแยกดินแดนอื่น ๆ สถานการณ์โลกปัจจุบันแม้แต่ประเทศมหาอำนาจยังต้องเจ็บปวดสูญเสียกับความเลวร้ายของการก่อการร้ายข้ามชาติและการชดเชย โดยการตอบโต้ทางทหารและอาวุธสงครามกระทบกับวิถีชีวิตของคนทั้งโลกที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เศรษฐกิจทั่วโลกน่าเป็นห่วงอัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูงภาวะการเงินฝืดเคือง เศรษฐกิจถดถอยผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรมย่ำแย่ มีปัญหาด้านเศรษฐกิจไปพร้อมกันทั่วโลก อีกทั้งแอบแฝงไปด้วยแง่มุมที่ซ่อนเร้นและเป็นอัตราต่อมวลมนุษยชาติ เกิดมาพร้อมกันอย่างเงียบ ๆ เช่นเดียวกัน คนโบราณกล่าวไว้ว่า พระพุทธศาสนาจะเสื่อมและรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งในกึ่งพุทธกาล ปัจจุบันดูเหมือนพระพุทธศาสนาจะเสื่อมเพราะว่าคนบางกลุ่มทำให้พระพุทธศาสนาปั่นป่วนกันไปทั้งเมืองไทยมีการเจรจา โต้แย้งกันหาข้อยุติไม่ได้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ฉบับใหม่ก็มองกันไปต่างมุม คนในวงการพระพุทธศาสนา ทั้งในและนอกประเทศแตกเป็นนิกายต่าง ๆ ทั้งในทางปฏิบัติและความคิดเห็น เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาเป็นแผลเรื้อรังและเป็นจุดอ่อนของพระสงฆ์ไทยทุกยุคทุกสมัย พุทธศาสนิกชนอย่างเราจะตั้งมั่นมีศรัทธาอย่างไรก็ทำใจลำบากถ้า ไม่มีมาตรการที่มากำจัดจุดอ่อนในส่วนนี้ พระสงฆ์สามแสนกว่าองค์ทั่วประเทศจะพลอยมัวหมองไปด้วย ในอดีตสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชก็เคยมี เดียรถีย์ปลอมเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อลาภสักการะ จนต้องมีการสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ ๓ คนไทยต้องช่วยกันสอดส่องทางวัดเองก็อยากให้เข็มงวด เกี่ยวกับวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ภายในวัดผู้เกี่ยวข้องกับวัด บางวัดจะทำอะไรแปลก ๆ เพื่อหาเงินบำรุงวัตถุจนเกินความจำเป็น สร้างโบสถ์ วิหาร เจดีย์สูง ๆ ใหญ่ ๆ สวย ๆ ไว้อวดชาวต่างชาติ สร้างศาสนวัตถุโดยลืมศาสนธรรมไป เพื่อธำรงพระพุทธศาสนา ควรมีทุกอย่างพร้อมกัน พุทธศาสนิกชน ภิกษุ ศาสนธรรม ศาสนพิธี ศาสนวัตถุ อย่างเหมาะสมและพอควร โอวาทปาติโมกข์ ธรรมอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เมื่อสมัยพุทธกาลอันได้แก่ การละเว้นจากความชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ถ้าหากมีอยู่ในตัวผู้ใด สังคมใดเหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนาของสังคมเช่น ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด การพนัน การฆ่าผู้อื่น การฆ่าตัวตาย การขัดแย้งทางสังคมน่าจะลดน้อยกว่าปัจจุบัน การที่จะให้ถึงคุณธรรมความเพียรทางที่ชอบในทางพระพุทธศาสนา สัมมัปปธาน ๔ ประการ คือ 1. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นไปสันดาน 2. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว 3. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน ๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม ศรัทธา (ความเชื่อ) มี 4 ประการ คือ 1. เชื่อกรรม 2. เชื่อผลของกรรม 3. เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนเอง คือ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว 4. เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า บุคคลผู้มีศรัทธาก็จะเป็นผู้มีศีลรักษากายวาจา ให้เรียบร้อยไม่กล้าทำชั่วกายวาจา มีเมตตาต่อคนและสัตว์ทั่วไปตั้งอยู่ในคุณธรรมอันประเสริฐ ปราศจากทิฐิมานะ มีจิตใจโอบอ้อมอารีความเชื่อต่อความเป็นไปของโลกคือโลกนิยม เมื่อมีศรัทธาตั้งมั่นก็จะประกอบด้วยโภคทรัพย์และบริวารเพราะสิ่งที่มนุษย์ทำด้วย กาย วาจา พร้อมด้วยเจตนาคือความตั้งใจ ชื่อว่ากรรมส่วนดีมีมูลมาแต่กุศล เรียกว่า กุศลกรรมส่วนชั่วมีมูลมาแต่อกุศล เรียกว่า อกุศลกรรม กุศลกรรมเป็นมาตรฐานตัดสินความดีความชั่วของสังคมในยุคสมัยตลอดไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานชีวิตในอดีต หรือ ภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ ๆ อันเกิดจากการพัฒนาในด้านทุนและเทคโนโลยี มนุษย์จะต้องยอมรับว่าเราไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดมาแล้วต้องตายจากไป ความต้องการของคนทั้งโลกคือ ความสุข ความสบาย ในชีวิตขณะที่เกิดมาสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เกิดความสุข เป็นจุดอ่อนที่จะต้องถูกกำจัดออกไปเหมือนที่รัฐบาลกำลังมีนโยบาย จัดระเบียบสังคม เพื่อกำจัดสิ่งอันไม่พึงปรารถนาออกไปจากสังคมหากคนเรามีคุณธรรมประจำใจ จะสามารถช่วยให้เราเผชิญหน้ากับความจริงกำจัดจุดอ่อนของตัวเอง แล้วนำไปปรับให้ฉลาดและดีขึ้น เมื่อประสบเหตุอันไม่คาดฝันในอนาคตก็จะใช้สติปัญญาเอาตัวรอดได้ แทนที่จะวิ่งหนีโลกด้วยความอ่อนแอและอับอายปัญหาการเครียดจนต้องฆ่าตัวตายจะไม่เกิดขึ้น จะเห็นว่าผู้ใดประพฤติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ก็มีความสุข ความสงบ บรรเทาความเร่าร้อนเท่ากับขึ้นสวรรค์ทั้งเป็นเพราะการรู้จักสร้างสวรรค์ให้เกิดในอกรู้จักหลีกเลี่ยงป้องกันนรกไม่ให้เกิดในใจด้วยอำนาจการสั่งสมบ่อย ๆ ถ้ามีปัญญาทางธรรมก็จะพ้นจากแรงดึงดูดของสังสารวัฏของชีวิต แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหากยังมีหลักธรรมเป็นภูมิคุ้มกันสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้ามาสู่ตังเองแล้วท่านจะพบความสุขในท่ามกลางความวุ่นวายได้  
 


บทความย้อนหลัง

เว็บสำนักพุทธจังหวัด

Untitled Document

เว็บไซต์ธรรมะดอทคอม

Calendar Clock

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player


เว็บแนะนำ

หอสมุดพระพุทธศาสนานานาชาติ มหาสิรินาถ

สำนักงานมหาเถรสมาคม

ส่วนกิจกรรม สำนักงานพุทธมณฑล

แบบสำรวจความคิดเห็น

คุณเข้ามาพุทธมณฑลเพื่ออะไร
 

ขณะนี้มีผู้ชม

เรามี 10 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้20
mod_vvisit_counterเมื่อวาน118
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้272
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว898
mod_vvisit_counterเดือนนี้3499
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว4653
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด182607